ผู้เขียน: Joshua Segura

กินเค้กอย่างไรไม่ให้อ้วน

กินเค้กอย่างไรไม่ให้อ้วน

สาวๆกับ ขนมเค้ก เป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะมาล่อใจ…

เพรทเซล Pretzel มาจากไหน

เพรทเซล Pretzel มาจากไหน

เรื่องต้นกำเนิดที่พบได้ทั่วไปของเพรทเซิลเป็นพ…

เค้ก ประวัติความเป็นมาcake cake

เค้ก ประวัติความเป็นมาcake cake

Cake มีรากศัพท์มาจากภาษาของชาวไวกิ้ง (Old Norse word) ว่า “kaka”
ประวัติความเป็นมาเริ่มจากปี 1843 คุณอัลเฟรด เบิร์ด (Alfred Bird 1811-1878) นักเคมีคนประเทศอังกฤษได้ศึกษาและทำการค้นพบ “ผงฟู” หรือ “baking powder” ทำให้เขาสามารถทำขนมปังประเภทที่ไม่มียีสต์ให้กับเมียของเขา อลิซาเบธ (Elizabeth) ได้เป็นครั้งแรกเพราะเมียของเขาเป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับ ไข่ แล้วก็ ยีสต์

ในราวศตวรรษที่ 13 มีการศึกษาและทำการค้นพบหลักฐานการอบเค้กขั้นแอดวานซ์ที่โบราณที่สุดจากชาวอียิปต์โบราณโดยชอบเป็นรสของขนมเค้กผลไม้ รวมทั้งGinger bread แบบขนมเค้กทรงกลมที่พวกเรามองเห็นกันตอนนี้ เริ่มราวกึ่งกลางศตวรรษที่ 17 ในยุโรป ซึ่งเป็นช่วงๆที่มีความเจริญของเตาอบ แบบฟอร์มของหวานรวมทั้งน้ำตาล รสที่นิยมก็ยังเป็นรสผลไม้้



Cake

ย้อนไปจากวันนี้ไปราวๆ 60 ปี ธุรกิจของหวานอบในประเทศไทยมิได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเสมือนในขณะนี้ จนถึงไม่บางทีอาจเรียกว่าเป็นธุรกิจได้ ขนมปัง เค้ก คุกกี้ ก็มิได้เป็นที่เคยชินของคนธรรมดาทั่วไป จะมีก็เพียงแต่คนกรุ๊ปหนึ่งซึ่งได้รับอารยธรรมตะวันตกมาก่อน รวมทั้งคนที่มีความสนิทสนมกับคนประเทศอื่นที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยที่รู้จักของหวานอบ รวมทั้งมีร้านค้าของหวานอบเพียงแค่ไม่กี่ร้านค้า เพราะว่าธุรกิจของหวานอบในยุคนั้นแคบมากมาย ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

ถัดมาชาวไทยโดยยิ่งไปกว่านั้นคนเมืองกรุงเทวดาฯ เริ่มรู้จักของหวานอบเพิ่มมากขึ้นเมื่อข้างหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เมืองไทยเริ่มมีชื่อเสียงของประเทศต่างๆมีการติดต่อค้าขายกับต่างแดนมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนประเทศอื่นเข้ามาประเทศไทยทั้งยังนักธุรกิจแล้วก็นักเดินทาง ทำให้ธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ขยายตัว ก็เลยจำเป็นต้องผลิตของกินจำพวกของหวานอบจำพวกต่างๆขึ้นดังเช่นว่าขนมปัง ขนมเค้ก เพสตรี้เพื่อบริการลูกค้าคนประเทศอื่นที่ไม่คุ้นเคยของกินไทย รวมทั้งนอกเหนือจากการที่จะผลิตเพื่อบริการลูกค้าแล้ว รีสอร์ทยังมีบริการรับจัดเลี้ยงให้แก่หน่วยงานต่างๆทั้งยังของเมืองและก็เอกชน โดยมีการจัดสัมมนา งานพิธีสมรส งานเลี้ยงวันเกิด แล้วก็การจัดเลี้ยงคบหาสมาคม ด้วยประการฉะนี้สินค้าของหวานอบก็เลยมีชื่อเสียงแล้วก็แพร่หลายเยอะขึ้น

เค้กในเมืองไทยของเรา

ในเวลาเดียวกันก็มีร้านขนมปังที่ผลิตขนมปัง เค้ก ของหวานต่างๆออกขาย ธุรกิจของหวานอบเริ่มจัดว่าเป็นธุรกิจได้เมื่อยุคการรบเวียดนาม ราว 30 กว่าปีมาแล้วเมืองไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นบ้านพักของทหารอเมริกัน ตอนนั้นกิจการค้าของหวานอบเริ่มขยายตัวมากเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุว่าความปรารถนาของกินชนิดนี้สูง จนกระทั่งกับมีผู้คิดโรงบดแป้งหมี่ขึ้นในประเทศไทย และก็ถัดมามีโรงบดแป้งมี่มากขึ้นอีก 23 ที่แต่ละโรงบดก็ผลิตแป้งหมี่แบรนด์ต่างๆออกวางขายพร้อมทั้งมีการแสดงวิธีการทำสินค้า จัดแจงฝึกหัดชี้แนะลูกค้าผู้ใช้แป้งมี่รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจของหวานอบซึ่งมีจำนวนมากเพิ่มขึ้นเพื่อสามารถนำแป้งไปใช้ทำสินค้าที่มีคุณภาพแล้วก็มีความถูกต้องแน่ใจ ถือได้ว่าเป็นผลดีต่อผู้ใช้แป้งหมี่เป็นอย่างยิ่ง

เมื่อการทำศึกเวียดนามสิ้นสุดลง ธุรกิจของหวานอบก็ยังเดินต่อไป รวมทั้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น ชาวไทยเริ่มบริโภคขนมปัง เค้ก คุกกี้ พาย พัฟ อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของหวานอบมากขึ้นเรื่อยๆ นักธุรกิจหลายรายเริ่มเห็นแนวทางสำหรับการลงทุนทำธุรกิจนี้ เนื่องมาจากมีความเห็นว่าสินค้าของหวานอบเข้ามามีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคนประเทศไทยเยอะขึ้น

เค้ก Cake

นอกเหนือจากนั้นยังมีหน่วยงานต่างๆตัวอย่างเช่น วิทยาลัยสารพัดสารพันช่าง วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถานศึกษาของเอกชน ที่เปิดสอนด้านของหวานอบ ได้ช่วยเหลือกันเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับของหวานอบเยอะขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งมีตำราการฝึกหัดปฏิบัติทำของหวานอบ มีราษฎรมีความสนใจมาฝึกหัดรับวิชาความรู้ เพื่อไปประกอบเป็นอาชีพ หรือทำบริโภคเองข้างในครอบครัว

ที่มาที่ไปของเค้กงานแต่งงาน

ในสมัยก่อน เจ้าสาวจะไม่มีจังหวะได้ชิมรสเค้กงานแต่งเลย เนื่องด้วยขนมเค้กแต่งงานในสมัยเริ่มต้นนั้น สร้างขึ้นเพื่อ “ขว้าง” ใส่เจ้าสาว เค้กงานแต่งงานมีความก้าวหน้าในฐานะที่ยอดเยี่ยมในบรรดาเครื่องหมายที่ความอุดมสมบูรณ์ที่จะขาดเสียมิได้ในพิธีสมรส ในสมัยที่ผ่านๆมา ผู้คนจะคาดหมายว่า ลูกสืบสายเลือดจะติดตามมาทันครั้งคราวหลังการสมรส ซึ่งเป็นสิ่งที่แน่ๆพอกับมีช่วงเวลากลางวันแล้วควรมียามค่ำคืน

เค้กงานแต่งงาน
ข้าวสาลีซึ่งถือกันมานานแล้วว่า เป็นเครื่องหมายที่ความอุดมสมบูรณ์แล้วก็ความรุ่งโรจน์ เป็นธัญญาหารที่ใช้โปรยปรายใส่เจ้าสาวตามพิธีกรรม หญิงสาวที่ยังไม่มีคู่ครองจะแย่งกันเก็บเมล็ดข้าวข้าวสาลีเพื่อเป็นเครื่องรับรองว่า พวกคุณก็จะได้สมรสเร็วนี้ๆ การแย่งเมล็ดข้าวข้าวสาลีนี้มีแบบอย่างเหมือนกับการแย่งช่อดอกไม้ของเจ้าสาวในปัจจุบัน

ช่างทำของหวานชาวโรมันซึ่งมีฝีมือการอบของหวานเป็นที่สรรเสริญเลื่องลือ เป็นผู้เปลี่ยนจารีตประเพณีปฏิบัติดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยเมื่อราว 100 ปีกลายคริสต์ศักราช พวกช่างทำของหวานได้เริ่มอบเค้กชิ้นเล็กๆมีรสหวาน ทำมาจากข้าวสาลีเพื่อใช้กินในงานสมรสแทนที่จะใช้ “ขว้าง” อย่างไรก็แล้วแต่ แขกที่มาร่วมงานไม่ค่อยถูกใจนักที่อดบันเทิงใจกับการโปรยปรายเมล็ดข้าวข้าวสาลีใส่เจ้าสาว ก็เลยชอบโยนขนมเค้กชิ้นเล็กๆนี้แทน

บทกลอนรวมทั้งผู้รอบรู้ชาวโรมันชื่อ ลูครีเชียส บันทึกไว้ว่าความก้าวหน้าของการโยนเค้กใส่เจ้าสาวลดความ “ร้ายแรง” ลงโดยกลายเป็นการยกเลิกเลงของหวานลงบนหัวของเจ้าสาว แล้วก็เพื่อตกทอดความหมายในเชิงเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์คู่แต่งงานจะต้องกินส่วนของของหวานที่ถูกละเลงแล้วด้วยกันด้วย

จารีตประเพณีปฏิบัตินี้แพร่หลายไปทั่วยุโรปตะวันตก ในประเทศอังกฤษเมื่อบ่าวสาวกินของหวานแล้ว จะต้องจิบสุราประเภทพิเศษซึ่งเรียกกันว่า “สุราเจ้าสาว” และก็ตามด้วยพิธีการโยนขนมเค้กแต่งงานเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้คู่สมรส “มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง” นั้นเปลี่ยนไปอีกในยุคกลางช่วงต้น เมื่อเกิดภาวะสินค้าต่างๆมีราคาแพง เมล็ดข้าวข้าวสาลีดิบถูกนำกลับมาใช้โปรยปรายใส่เจ้าสาวอีกทีหนึ่ง เค้กซึ่งเคยอบอย่างพิธีการพิถันก็กลายเป็นเพียงแต่ขนมปังกรอบ หรือขนมปังก้อนเล็กๆประเภทนุ่มรสหวานที่เรียกว่า “สคอน” (scone) เพื่อกินด้วยกันในงานสมรส แขกที่มาร่วมงานก็จะอบของหวานกันมาเอง ที่เหลือจะนำไปแจกให้ผู้อดอยาก ขนบธรรมเนียมปฏิบัติที่มัธยัสถ์เรียบง่ายนี้เอง เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยความเข้าใจคิดประกอบกับการดูแคลุกลนทุกอย่างที่เป็นอังกฤษของชาวประเทศฝรั่งเศส กลายเป็นสาเหตุของขนมเค้กแต่งงานเป็นชั้นๆซึ่งหรูที่สุด



โคลนเค้ก Cake Scone

ตำนานเล่าว่า ทั่วทุกที่ในเกาะอังกฤษจะนับว่าเป็นประเพณีที่จะนำขนมปังกรอบ แล้วก็สคอน ซึ่งแขกเอามาช่วยงานวางซ้อนๆกันเป็นกองใหญ่มหึมายิ่งกองสูงเท่าไรยิ่งดี ด้วยเหตุว่าถือกันว่าความสูงของกองของหวานชี้ถึงความเจริญของสามีภรรยาในอนาคต แล้วก็เป็นกลางเนียมอีกว่า เจ้าบ่าวเจ้าสาวจำต้องแลกเปลี่ยนจูบกันบนกองของหวาน

ในตอนคริสต์ศักราช 1660-1669 ระหว่างยุคของพระผู้เป็นเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 พ่อครัวชาวประเทศฝรั่งเศสคนหนึ่ง ได้ท่องเที่ยวกรุงลอนดอนและก็มองเห็นพิธีกรรม “กองขนมเค้ก” พ่อครัวคนนี้รู้สึกใจหายใจคว่ำกับลักษณะที่คนประเทศอังกฤษเรียงเค้กซ้อนๆกันรวมทั้งบ่อยที่กองของหวานพังครืนลงมา เขาก็เลยได้เรื่องคิดที่จะทำเค้กก้อนใหญ่เป็นชั้นๆฉาบด้วยน้ำตาลไอสิง ซึ่งให้ความรู้ความเข้าใจสึกตื่นตาตื่นใจเหมาะสมกับพิธีสมรส มากยิ่งกว่ากองเทือกเขาขนมปังกรอบที่แสนจะปกติ หนังสือพิมพ์อังกฤษในยุคนั้นพากันประสานเสียงวิจารณ์ความสิ้นเปลืองฟุ้งเฟ้อของชาวประเทศฝรั่งเศส

แม้กระนั้นปรากฏว่าก่อนที่จะหมดศตวรรษที่ 17 ช่างทำของหวานคนประเทศอังกฤษก็พร้อมใจกันทำเค้กแต่งงานก้อนมโหฬารเป็นชั้นๆบริการให้แก่บรรดาลูกค้าของพวกเขา เค้กงานแต่งโดยส่วนมากจะมีขนาดใหญ่ มีรูปร่างเป็นชั้นๆเรียงกันขึ้นไป รวมทั้งมีการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยครีมรวมทั้งน้ำตาลแต่งหน้าเค้ก ซึ่งในบางครั้งอาจมีการนำอัลมอนด์มาเป็นส่วนประกอบสำหรับเพื่อการทำ โดยส่วนยอดของเค้กนั้นมักประดับโดยการใช้ตุ๊กตาแทนตัวคู่บ่าวสาว หรือในบางความนึกคิดบางทีอาจใช้เป็นรูปนก รูปแหวนทองคำ หรือรูปเกือกม้า ซึ่งสิ่งต่างๆพวกนี้เป็นเครื่องหมายของความมีโชค และก็ความรุ่งเรืองสำหรับบ่าวสาว ซึ่งรูปแบบของเค้กงานแต่งงานที่ดีควรมีเนื้อแน่นสามารถรับน้ำหนักของชั้นขนมเค้กที่ตกแต่งอย่างงดงามได้และก็ที่สำคัญยังจำต้องกินได้รวมทั้งอร่อยอีกด้วย สิ่งต่างๆกลุ่มนี้ล้วนแต่จะต้องอาศัยความชำนาญ ความสามารถความสร้างสรรค์รวมทั้งความปราณีตเป็นอันมากจากพ่อครัว หรือผู้กระทำของหวาน

Wedding Cake หรือเค้กแต่งงาน


ส่วนจารีตการตัดขนมเค้กนั้น โดยส่วนมากเจ้าสาวต้องเป็นคนตัดขนมเค้กเอง โดยที่เจ้าบ่าวมีบทบาทเพียงแค่รอช่วยเหลือ ซึ่งในจารีตโบราณ ข้างเจ้าสาวต้องตัดขนมเค้กแล้วนำเค้กที่ตัดแล้วไปมอบให้แก่บุคคลต่างๆในครอบครัวของเจ้าบ่าวเพื่อแสดงความนับถือ รวมทั้งชี้ให้เห็นว่าคุณกำลังจะก้าวเข้าไปยอดเยี่ยมในสมาชิกของครอบครัวเจ้าบ่าวหลังจากนี้ไปเป็นต้นไป ทั้งยังยังมีจารีตประเพณีที่ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวป้อนขนมเค้กให้กันและกัน เป็นการสื่อความหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวซึ่งทั้งสองฝ่ายจำเป็นที่จะต้องสร้างครอบครัวใหม่ร่วมกัน รวมทั้งเริ่มชีวิตใหม่ที่จะจำต้องดูแลกันและกันตลอดกาล ข้างหลังตัดขนมเค้กเป็นชิ้นๆแล้วข้างคู่บ่าวสาวก็จะแบ่งขนมเค้กพวกนั้นให้กับคนที่มาร่วมพิธีการได้รับประทานกันซึ่งบางทีอาจจะกินเลยหรือนำกลับไปอยู่บ้านไปฝากบุคคลที่มิได้มาร่วมงานก็บางทีอาจเป็นไปได้ ซึ่งในจารีตประเพณีโบราณมั่นใจว่า ถ้าเกิดเพื่อนเจ้าสาวคนไหนกันแน่ต้องการฝันมองเห็นเนื้อคู่ของคนภายในอนาคต ให้นำขนมเค้กแต่งงานไปไว้ใต้หมอนหรือข้างหมอนแล้วนอน สาวคนนั้นจะฝันมองเห็นคู่รักของตนเอง สล็อตออนไลน์

ภายหลังวันมงคลสมรสของเจ้าบ่าวเจ้าสาวในยุโรปนิยมเก็บขนมเค้กข้างบนสุดไว้แล้วค่อยนำออกมารับประทานใหม่ในวาระครบรอบสมรสหนึ่งปีแล้วก็การสังสรรค์อีกรอบก็น่าจะหนีไม่พ้นหัวข้อการให้กำเนิดเจ้าตัวน้อย ด้วยเหตุนี้ขนมเค้กเล็กน้อยในพิธีสมรสบางทีก็อาจจะถูกเก็บไว้รับประทานเพื่อสังสรรค์ในวาระครบรอบสมรสของคู่สมรสในปีรๆไปใช้สังสรรค์ในวันที่ออกลูกคนแรกแต่ว่าโดยส่วนมากจะใช้ในพิธีการตั้งชื่อลูกตามหลักศริสต์ศาสนา ซึ่งจะรักษาขนมเค้กด้วยการนำเข้าช่องสำหรับแช่แข็งเอาไว้ ส่วนมากจะเก็บข้างบนสุดของขนมเค้กที่ชอบตกแต่งด้วยผลไม้ที่สามารถรักษาเอาไว้ได้เป็นเวลานานด้วยการแช่แข็ง (ในอดีตสมัยกรรมวิธีรักษาขนมเค้กให้เก็บไว้ได้เป็นเวลานานๆก็คือการใช้น้ำตาลในจำนวนมากๆเป็นส่วนประกอบสำหรับเพื่อการทำแล้วก็แต่งหน้าเค้ก เพื่อเพิ่มความหนาแน่นรวมทั้งลดช่องว่างไม่ให้อากาศเข้าไปในเนื้อขนมเค้ก ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ขนมเค้กหมดอายุหรือเสียเร็วขึ้น)

ความหมายของขนมเค้กสีขาว

ไวท์เค้ก สุดอร่อย



เค้กสีขาว หรือ White Cake
ขนมเค้กมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับเจ้าสาว เพราะเหตุว่าโดยส่วนมากสีของขนมเค้กจะเสมือนหรือกับสีชุดของเจ้าสาวด้วย ถ้าย้อนไปมองในยุควิคตอเรีย ขนมเค้กที่ใช้ในพิธีสมรสก็เป็นสีขาวแม้กระนั้นไม่ใช่เป็นเนื่องจากความศรัทธา แต่ว่าด้วยเหตุว่าวิธีการทำเค้กเป็นสีต่างๆในอดีตสมัยนั้นทำเป็นยากเหตุเพราะส่วนประกอบทั้งหมดทุกอย่างเป็นสีขาวหมด แม้กระนั้นแม้กระนั้นในความศรัทธาของคนโดยมาก เค้กแต่งงานควรเป็นสีขาว เพราะว่าสีขาวสื่อถึงความรักที่บริสุทธิ์ และก็ความศรัทธาที่ว่าขนมเค้กสีขาวเป็นเครื่องหมายของความรักป้อมปราการอาจจะก็ยังคงไว้ใจกันอยู่จนกระทั่งตอนนี้

โดยสรุปแล้ว “เค้กงานแต่งงาน” เป็นของหวานที่นิยมใช้รับรองแขกเป็นอย่างแรกภายหลังจากเสร็จสมบูรณ์พิธีสมรสของเจ้าบ่าวเจ้าสาว เป็นผู้แทนที่ ความรักแล้วก็ความสำราญทั้งยังยังเป็นเครื่องหมายของการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวใหม่ของคู่สมรส ที่จะจะต้องดำเนินชีวิตด้วยกันให้ตลอดรอดฝั่ง

ครัวซองต์ ต้นกำเนิด และ ประวัติ

ครัวซองต์ ต้นกำเนิด และ ประวัติ

ครัวซองต์ (ประเทศฝรั่งเศส: croissant, ออกเสีย…

มาการูน หรือ มาการอง มีที่มาอย่างไร

มาการูน หรือ มาการอง มีที่มาอย่างไร

เมื่อพูดถึงมาคารูนแม้ว่าจะเป็นอาหารหวานจากฝั่…

มัฟฟิน คืออะไร

มัฟฟิน คืออะไร

โลกกลมๆใบนี้ได้แบ่งของหวานมัฟฟินแบ่งได้สองประเภท เป็น แบบอังกฤษแล้วก็แบบอเมริกัน

ต้นกำเนิด
ที่เรียกกันว่า มัฟฟินอังกฤษ นั้นทำบนกระทะตูดแบน เป็นของหวานก้อนกลมขนาดเส้นฝ่าศูนย์กลางราว 3 นิ้ว แล้วก็สูงราว 1 นิ้ว กินกับเนยหรือแยม ช่วงเวลาที่มัฟฟินแบบอเมริกันเป็น “Quick Bread” เป็น ขนมปังที่ใช้เวลาทำไม่นานและก็มีวิธีการไม่ยุ่งยาก อบในพิมพ์มีถ้วยรองตูด (คล้ายกับคัพเค้กราวเป็นญาติพี่น้อง) ในเนื้อมัฟฟินมีส่วนประกอบได้แก่ ผลไม้หรือช็อกโกแลต อีกทั้งสามารถประดับประดารวมทั้งตกแต่งด้วยหน้าตาให้มีความสวยงามน่าลิ้มลองได้อีก มัฟฟินแบบอเมริกันก็เลยสามารถกินได้โดยไม่ต้องทาเนยหรือแยม

มัฟฟินที่พวกเรารู้จักดีกันดีก็คือ แบบอเมริกัน ซึ่งทำมาจากส่วนประกอบเป็น แป้งมี่ น้ำตาล ผงฟู ไข่ไก่ นม เนย อื่นๆอีกมากมาย โดยใส่ผลไม้สดผลไม้แห้ง หรือจะเป็นช็อกโกแลตต่างๆผสมลงไปในเนื้อ (บางคนมีสูตรมัฟฟินแบบคาว ยกตัวอย่างเช่น ผสมเบคอนลงไปด้วย) ส่วนประกอบทั้งปวงเอามารวมกัน ก่อนตักใส่พิมพ์ซึ่งรองด้วยกระทงกระดาษ แล้วก็ค่อยนำไปอบ ออกมาเป็นขนม “หน้าแตก” กรอบนอก นุ่มใน

มัฟฟิน คืออะไร





ประวัติความเป็นมา
คำว่า มัฟฟิน (Muffin) มาจากภาษาประเทศฝรั่งเศสว่า Moufflet บาคาร่าvip  ขนมประเภทนี้มีความเป็นมานานมาก ค้นไปได้ถึงศตวรรษที่10 รวมทั้ง 11 ในดินแดนเวลส์ อังกฤษ

แรกนั้นมัฟฟินเป็นของกินของข้ารับใช้ในสังคมอังกฤษสมัยวิกตอเรียน พวกเขาจะนำเศษขนมปัง แป้งบิสกิตที่เหลือ และก็มันฝรั่งบด มารวมกันนวดเป็นแป้ง แล้วก็นำไปปรุงสุกบนกระทะตูดแบน ของกินของข้ารับใช้ในใต้ถุนบ้านประเภทนี้ ส่งกลิ่นหอมยวนดวงใจนายจ้างที่อยู่ข้างบน ด้วยความอร่อยทำให้ทุกคนยากที่จะระงับใจ ที่สุดก็เลยเปลี่ยนเป็นของหวานที่คนประเทศอังกฤษกินกับชาทุกบ่าย

ความชื่นชอบของมัฟฟินมีเพิ่มมากขึ้นในศตวรรษที่ 19 ยุคนั้นมี “มัฟฟินแมน” เดินสั่นกระดิ่งเร่ขายขนมตามถนนหนทางในขณะชามาก พวกเขาทำให้มีการเกิดเสียงดังไปทั่วทุกหนทุกแห่ง กระทั่งรัฐบาลจะต้องออกกฎไม่ให้เหล่ามัฟฟินแมนแผดเสียงดังก่อกวนราษฎร

และก็มัฟฟินแมนก็ไปปรากฏในเพลงสำหรับกล่อมทารกที่ได้รับความนิยมสุดคลาสสิกของผู้ดีอังกฤษที่มีเนื้อร้องว่า “Do you know the Muffin Man that lives on Drury Lane” แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานแจ่มชัดว่า ผู้ใดกันแน่เขียนเพลงนี้แล้วก็แต่งขึ้นเพื่ออะไร แม้กระนั้นมีการสันนิษฐานที่น่าไว้วางใจว่า … มัฟฟินเป็นของว่างที่ได้รับความนิยมที่ผู้คนชอบซื้อไว้กินเป็นของว่างก่อนเข้าหรือข้างหลังออกมาจากโรงแสดงละครในบริเวณ Drury Lane ของลอนดอน

มัฟฟินแมน (ในสมัยนั้นมัฟฟินแมนมักจะเป็นชาวไอริช หรือผู้ลี้ภัยเข้าเมือง พวกเขาจำนวนมากใจดีรวมทั้งเป็นมิตร) และก็ของหวานของเขามีชื่อเสียงอย่างมากมายจนกระทั่งถูกนำไปแต่งเป็นเพลง เมื่อถึงตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 มัฟฟินก็เปลี่ยนเป็นของหวานที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเกาะอังกฤษ

การเดินทางของความอร่อย

จากบ้านเกิดที่อังกฤษ มัฟฟินถูกนำไปเผยแพร่ให้รู้จักในอเมริกา มัฟฟินได้รับการพัฒนาแล้วก็ชี้แนะว่าเป็น “โดนัตในแบบที่ไม่เหมือนกัน” ในตอนทศวรรษ 1960 จากมัฟฟินอัขี้งกฤษก็ปรับปรุงเป็นมัฟฟินอเมริกัน แล้วร้านค้าของหวานและก็กาแฟต่างๆก็เลยประดิษฐ์ของหวานจำพวกนี้โดยการสอดไส้ต่างๆออกขายเกิดเรื่องราว บาคาร่าvip

สูตรของมัฟฟินซึ่งเคยจำกัดอยู่ที่ส่วนประกอบเป็นเมล็ดพืช ถั่ว หรือผลไม้แห้งกล้วยๆก็มีนานาประการขึ้น ถัดมากระดาษรองรวมทั้งถ้วยมัฟฟินก็ถูกสร้างสรรค์รวมทั้งผลิตออกมาขายเกิดเรื่องราว ส่วนกระทะปกติก็ถูกแทนที่ด้วย “นอนสติก แพน” ที่สามารถทำของหวานออกมาได้มากมายต้นแบบรวมทั้งทรง แม้กระนั้นถึงแบบนั้นมัฟฟินกลมๆก็ยังได้รับความนิยมสูงสุดอยู่ดี

เวลานี้มี 3 เมืองในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีมัฟฟินเป็นเครื่องหมายของตนเอง อย่างมินนิโซตานั้นมีบลูเบอร์รีมัฟฟินเป็นของหวานประจำเมือง ในปี 1987 เมืองแมสซาชูเซตส์ก็เลือกมัฟฟินข้าวโพด ตอน คริสต์ศักราช 1987 นิวยอร์กจัดว่า มัฟฟินแอปเปิลเป็นของหวานประจำตัว

เมื่อถึงเดี๋ยวนี้มีมัฟฟินซึ่งเหมาะกับผู้หญิงที่ต้องระมัดระวังรูปร่างด้วยการเลือกใช้แป้ง ไขมัน และก็น้ำตาลจำพวกไม่ทำให้อ้วน (มากขึ้นเรื่อยๆ) และใช้ธัญญาหารแล้วก็โยเกิร์ตมาเป็นส่วนประกอบ และก็ในหลายช่วง มัฟฟินก็เปลี่ยนมาเป็น “เทรนด์” ของวงการของกิน

เดี๋ยวนี้มีมัฟฟินสำเร็จรูปอิมพอร์ตจากต่างแดน ที่สามารถนำไปแช่แข็ง แล้วก็นำออกมาจากตู้แช่มาอบให้ร้อน แล้วจึงได้มัฟฟินสดใหม่เสมือนเพิ่งจะออกมาจากเตาไว้กินได้

ตอนนี้ มัฟฟินยังคงเป็นที่นิยมอยู่ อีกทั้งได้แปลงเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของวัฒนธรรม “อาฟเตอร์นูน ครั้ง” ที่ซึ่งร้านค้าชากาแฟทั่วทั้งโลกมีขาย ไม่เว้นเสียแต่ถึงแม้ในประเทศไทยซึ่งมีมัฟฟินมากมายให้เลือกกิน

ไม่ว่าจะเป็น มัฟฟินอัลมอนด์ แอปเปิ้ล กล้วย ถั่ว บลูเบอร์รี  คัปปูชิโน ช็อกโกแลต แครอต ลูกเกด ชินามอน(อบเชย) ข้าวโพด แครนเบอร์รี ไอริชคอฟฟี่ โอตมีล ส้ม สับปะรด ฟักทอง ราสพ์เบอร์รี สตรอเบอร์รี ใบเตย กุหลาบ … เยอะแยะประเภทที่ทำให้ความอร่อยของ มัฟฟิน นี้ไม่สิ้นสุด

เทคนิคความอร่อยของการกินมัฟฟินเป็น อุ่นให้ร้อนก่อนกินกับเครื่องดื่มแก้วโปรด ไม่ว่าจะเป็นชา หรือกาแฟ อิ่มอร่อยได้ไม่ว่าจะเป็นมื้อยามเช้าหรือยามบ่าย

ยิ่งหากเป็น … มัฟฟินในบรรยากาศดีๆกับคนที่โปรดปราน … นี่ไม่ต่างกับเป็นสรวงสวรรค์ ด้วยเหตุว่ามัฟฟินแท้ๆ